การเลือกคู่ครองก่อนครองคู่.....
ไป copy เค้ามา...เอาไว้อ่านเล่น.....
-----------------------------------------------
ปรัชญาการเลือกคู่ครองของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนคิดว่าต้องเลือกให้ดีที่สุด เพราะในชีวิตไม่อยากแต่งงาน หลายครั้ง บางคนคิดว่าไม่ต้องใช้เวลาในการเลือกนานก็ได้ ถ้าเห็นว่าคนไหน 'ใช่' ก็ตัดสินใจเลย อนาคตต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร ให้เป็นเรื่องของอนาคตจะตอบตัวของมันเอง คนที่ชอบเลือกมากและเลือกนาน โบราณท่านจึงมีสุภาษิตเตือนว่า 'เลือกนัก..มักได้แร่' แต่บางคนก็แต่งต่อว่า 'เลือกไม่เป็นก็เห็นจะแย่'
คนที่เลือกมาและใช้เวลานาน ท่านยกตัวอย่างว่า เปรียบเหมือนสาวแรกรุ่นที่เพิ่งเคยเดินเข้าสวนดอกไม้ เห็นดอกไหนก็ดูสวยงามละลานตาไปหมด ไม่ยอมเด็ดดอกไหนเสียที เพราะคิดว่าน่าจะมีดอกที่สวยกว่านี้ อยู่ในสวนอีกเป็นจำนวนมาก เดินชมสวนเพลิน มารู้สึกตัวอีกทีก็เดินทะลุออกประตูอีกด้านหนึ่งของสวนดอก ไม้เสียแล้ว มัวแต่คิดว่าดอกไม้ที่ดีที่สุดจะอยู่ข้างหน้า เลยไม่ได้คว้าอะไรติดมือมาสักดอก
ส่วนคนที่ไม่เลือกมาก ท่านยกตัวอย่างว่า เหมือนตัดสินใจซื้อลอตเตอรี่ ถ้าถูกก็โชคดีไป ถ้าไม่ถูก ก็ต้องยอมรับชะตากรรม พลางปลอบใจตัวเองว่า 'ทำไงได้ล่ะ ก็เราเลือกเอง'
ประโยคว่า 'ทำไงได้ล่ะ ก็เราเลือกเอง' เป็นถ้อยคำที่ผู้หญิงครึ่งค่อนโลกซาบซึ้งเป็นอย่างดีกว่าคำไหนๆ ในภาษาศาสตร์ แต่บางทีฝ่ายชายก็เป็นฝ่ายเอ่ยคำนี้บ้างเหมือนกัน แต่คงไม่มากเท่าผู้หญิงเป็นแน่
การเลือกคู่เป็นเรื่องยากอย่างนี้เอง พระพุทธศาสนาจึงเสนอแนะวิธีเลือกคู่ครองไว้ให้ว่าที่ภรรยา หรือสามีพิจารณาว่า ถ้าจะเลือกคู่ครอง ควรจะมองหาคู่ครองประเภทไหน ขอให้พิจารณาคู่ครอง ๗ ประเภท ดังต่อไปนี้
๑.คู่ครองที่เป็นดุจเพชฌาต
แต่งงานกันเพราะเล็งถึงผลประโยชน์ที่รออยู่เบื้องหน้า พิธีมงคลสมรสของคนทั้งคุ๋เป็นเพียง 'ทางผ่าน' ไปสู่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เท่านั้นเอง ภรรยาและสามีประเภทนี้พร้อมจะแทงข้างหลังซึ่งกันและกันได้ทุกเมื่อ ความรักแท้มีนิยามว่าอย่างไรไม่สนใจ และไม่เคยคิดที่จะนิยามให้เสียเวลา
๒.คู่ครองที่เป็นดุจโจร
แต่งงานอยู่กินด้วยกันแล้ว ฝ่ายหนึ่งหาทรัพย์สินเงินทองมาได้เท่าไร ก็ถูกอีกฝ่ายล้างผลาญหมดไม่มีเหลือ ภรรยาและสามีในข้อนี้มีอุปมาเหมือนไฟที่ไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ หรือทะเลที่ไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ฝ่ายหนึ่ง 'หา' อีกฝ่ายช่วยทำให้ 'หาย' เหนื่อยตายด้วยกันทั้งคู่
๓.คู่ครองที่เป็นดุจนาย
หลังจากเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว อีกฝ่ายกลับแสดงธาตุแท้ออกมาให้เห็นว่าเป็นคนหนักไม่เอา เบาไม่สู้เท่านั้นไม่พอ ยังกินมาก ปากร้าย หยาบคาย ใจอำมหิต คิดข่มเหงอีกฝ่ายให้ต่ำต้อยคล้อยตามตนอยู่เสมอ อยู่ด้วยกันก็รู้สึกเหมือนอยู่กับพัศดีคุมนักโทษหรือเหมือนอยู่ในกรง คู่นี้กระมังที่ทำให้เกิดสำนวน 'วันแต่งงานคือวันสิ้นอิสรภาพ'
๔.คู่ครองที่เป็นดุจมารดา
คู่นี้เมื่อได้ตกล่องปล่องชิ้นอยู่เป็นคู่ตุนาหงันกันแล้ว ทั้งคู่เฝ้ารักเฝ้าดูแลซึ่งกันและกัน ดั่งมารดา รักษาบุตร ดีช่วยส่งเสริม เสียช่วยห้ามปราม แรกรักอย่างไร ยาวนานไปก็คงเป็นอย่างนั้น เสมอต้นเสมอปลาย หน้าหนาวไม่ต้องห่มผ้า หน้าร้อนไม่ต้องแช่น้ำเย็น เพราะอยู่ใกล้แล้วอบอุ่น เย็นใจ ไร้กังวล
๕.คู่ครองที่เป็นดุจน้องสาว
ต่างฝ่ายต่างให้ความยำเกรงซึ่งกันและกัน เสมือนน้องสาวเคารพรักพี่ชาย ให้เกียรติ ให้ความนับถือ ยอมรับฟังเสียงต่างของอีกฝ่ายด้วยใจอ่อนโยน ไม่ถือตนเป็นใหญ่ ไม่ทะนงหลงตน ยามงอนก็งอนแต่พองาม ยามทรามก็รั้งสติให้ฉุกคิด มีของอร่อยก็พลอยนึกถึง พลาดพลั้งล้มตึงก็เข้าประคอง
๖.คู่ครองที่เป็นดุจเพื่อน
แม้จะผ่านวันชื่นคืนสุขมาแล้ว แต่เพื่อนก็ไม่เคยทิ้งเพื่อน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังรัก และภักดี วางตนเป็น 'a man for all seasons' คือ 'ตลอดมาเป็นเช่นไร ตลอดไปเป็นเช่นนั้น'มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน รสเสน่หาอาจสร่างซาไปบ้าง แต่มิตรภาพระหว่างกันยังสดใส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาดี กิริยางาม รักเดียวใจเดียว ไม่เกี่ยวกิ๊ก ไม่ซิกแซ็กบ้านเล็กบ้านน้อยให้พลอยร้าวราน
๗.คู่ครองที่เป็นดุจคนรับใช้
เมื่อตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองแล้ว วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็พร้อมที่จะยอมรับ เพราะถือคติ 'ยอมรับ พอๆ กับที่จะยอมรัก' จะข่มเหงรังแก ช่วงใช้ หรือคุกคามอย่างไร ทนได้ทั้งนั้น 'ศรีทนได้' คือคาถาประจำใจของคู่ครองประเภทนี้
.....................................
ภรรยาและสามีทั้ง ๗ ประเภทมีทั้งดีและร้าย ใครเป็นคู่ภรรยาและสามีประเภทไหน ก็พึงพินิจพิจารณาเอาเองเถิด
ไตร่ตรองมองตนแล้ว อย่าลืมปรับตัวปรับใจให้เป็นคู่ครองในฝันของกันและกันเสียก่อนที่น้ำจะแยกสาย ไผ่จะแยกกอ...
คัดลอกบทความจาก :: หนังสือธรรมะน้ำเอก (ว.วชิรเมธี)
ปล. ฝนกับมด สบายดี....
ขอให้แม่กับพ่อ สบายใจ เช่นกัน....
กรรมย่อมเป็นไปตามกรรม...
แต่เวร ต้องระงับ ด้วยการ ล้างแค้น เช่นกัน.000